คืนข้ามแดนที่หุบเลอะวาเดาะ ทางเดินเลาะลำห้วยแห้งแคบลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่รอยด่านสัตว์ รกทึบไปด้วยดงไผ่และเถาวัลย์ยักษ์ คณะสำรวจสี่คนกับพรานเฒ่าชาวกะเหรี่ยงชื่อ "ลุงซอ" เดินตัดข้ามสันเขาเข้าสู่แอ่งกระทะลึกที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เลอะวาเดาะ บ่ายสามเศษ แสงแดดยังไม่ทันหมด แต่ฟ้าใต้ร่มไม้ใหญ่กลับมืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว อากาศเย็นชื้นจัด กลิ่นดินดิบผสมกลิ่นซากใบไม้เน่าโชยคลุ้ง ลุงซอหยุดเดินกะทันหัน ยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ แกไม่ได้หันมามองใคร แต่สายตากลับจ้องนิ่งไปที่โคนต้นไทรใหญ่ข้างทาง บนดินมีรอยขูดขีดลึกเหมือนรอยเล็บสัตว์ขนาดใหญ่ แต่กลับเรียงตัวเป็นแนวตรงผิดธรรมชาติ "คืนนี้เราไม่ข้ามลำธาร" ลุงซอพูดเสียงเรียบต่ำ "นอนฝั่งนี้ ผูกเปลให้ชิดกันที่สุด และจำไว้... ตะวันตกดินเมื่อไหร่ กองไฟห้ามดับ ถ้าได้ยินใครไอหรือเรียกชื่อ อย่าขานรับ อย่าแม้แต่จะหายใจแรง" กฎใต้ฟลายชีต พอเข้าช่วงสองทุ่ม ป่าทั้งป่ากลับเงียบกริบ ไม่มีเสียงจั๊กจั่น ไม่มีเสียงลม มีเพียงเสียงฟืนแตกเปรี๊ยะๆ จากกองไฟตรงกลาง เปลสนามสี่หลังผูกเรียงขนานกันใต้ผืนฟลายชีตสีเขียวขี้ม้า ปลายเท้าเกือบจะชนกัน ความทรมานของคนนอนเปลคือ ทันทีที่รูดซิปมุ้งและทิ้งตัวลงนอน วิสัยทัศน์รอบตัวจะถูกตัดขาดเหลือแค่ผ้าใบด้านบนกับช่องว่างแคบๆ ด้านข้าง คุณจะไม่รู้เลยว่าในเงามืดห่างออกไปสามเมตรมีอะไรยืนอยู่ เวลาประมาณตีหนึ่ง ลมกรรโชกวูบหนึ่งพัดเอาเปลไกวเบาๆ แล้วกลิ่นคาวคล้ายเลือดสดผสมสาบสัตว์ก็ลอยตามลมมา กลิ่นนั้นรุนแรงจนทุกคนในเปลสะดุ้งตื่นพร้อมกัน แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียง กรอบ... เสียงใบไม้แห้งแตกดังขึ้นจากแนวพงไผ่หลังเปล กรอบ... กรอบ... เสียงนั้นก้าวช้าๆ หนักแน่น ไม่ใช่สัตว์สี่เท้า เพราะจังหวะการลงน้ำหนักเว้นช่วงเป็นสองจังหวะเหมือนคนเดิน ลุงซอที่นอนเฝ้ากองไฟไม่ขยับตัว แกนั่งขัดสมาธิ ประทับปืนลูกซองยาวไว้บนตัก สายตาจ้องเขม็งไปในความมืดนอกแนวฟลายชีต เสียงเลียนแบบ สิ่งที่ทำให้ทุกคนตัวเย็นเฉียบจนขยับไม่ได้ คือจังหวะที่เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงตรงเสาต้นที่ผูกเปลหลังริมสุด มีเสียงเคาะเบาๆ ที่เชือกผูกเปล ตึก... ตึก... ตึก... แรงสั่นสะเทือนแล่นผ่านเชือกเข้ามาถึงหัวนอน แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังลอดผ่านผ้าใบลงมา "มึง... หลับยังวะ" มันเป็นเสียงที่เหมือนหนึ่งในเพื่อนร่วมทริปที่นอนเปลถัดไปไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งสำเนียงและโทนเสียง แต่เพื่อนคนนั้นกำลังนอนตัวเกร็ง กัดฟันแน่นอยู่ข้างๆ ไม่ได้อ้าปากพูดแม้แต่คำเดียว เสียงนั้นถามซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ขยับเข้ามาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมร้อนๆ ที่เป่ารดฟลายชีตบางๆ "มึง... ออกมาช่วยกูหน่อย กูหนาว..." ทุกคนในเปลรู้ดีว่า ถ้ามีใครเผลอเอ่ยปากขานรับแม้แต่คำเดียว หรือยื่นมือออกไปเปิดฟลายชีต สิ่งที่ยืนอยู่นอกผืนผ้านั้นจะได้สิทธิ์ในการลากคนลงไปทันที ลุงซอค่อยๆ หยิบกิ่งไม้แห้งโยนเข้ากองไฟ เปลวไฟปะทุสว่างวาบขึ้น แสงสีส้มส่องกระทบผืนฟลายชีต เผยให้เห็น เงาดำทะมึนหลังค่อม แขนยาวเกือบจรดพื้น ทาบอยู่บนผ้าใบด้านบน เงานั้นยืนนิ่งสนิท จ้องมองลงมาตรงตำแหน่งเปลพอดี รอยเท้าที่ไร้จุดจบ ไม่มีใครกล้าหลับตลอดยี่สิบนาทีที่เงาดำนั้นยืนนิ่งอยู่ จนกระทั่งไก่ป่าเริ่มขันรับอรุณทางทิศตะวันออก เงานั้นจึงค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับเสียงเหยียบใบไม้ที่ถอยร่นเข้าไปในดงลึก เช้าวันนั้น ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเมื่อคืน ลุงซอสั่งเก็บแคมป์ทันทีโดยไม่ต้มกาแฟ ก่อนเดินออกจากแนวป่า ทุกคนเดินไปดูหลังแนวต้นไม้ที่เงาดำนั้นเคยยืนอยู่ สิ่งที่พบไม่ใช่รอยเท้าคนหรือสัตว์ แต่เป็นพื้นดินที่ถูกบดขยี้จนเตียนโล่งเป็นวงกลม และบนเปลือกไม้ระดับความสูงสองเมตร มีรอยขูดลึกเป็นทางยาวห้ารอย... ลากขนานกันเหมือนรอยมือมนุษย์ขนาดยักษ์ ลุงซอหันมามองสั้นๆ ก่อนกระชับสายสะพายปืน "รีบเดิน อย่าหันหลังกลับไปมอง ถ้ายังอยากกลับไปนอนที่บ้าน"
คืนข้ามแดนที่หุบเลอะวาเดาะ ทางเดินเลาะลำห้วยแห้งแคบลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่รอยด่านสัตว์ รกทึบไปด้วยดงไผ่และเถาวัลย์ยักษ์ คณะสำรวจสี่คนกับพรานเฒ่าชาวกะเหรี่ยงชื่อ "ลุงซอ" เดินตัดข้ามสันเขาเข้าสู่แอ่งกระทะลึกที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เลอะวาเดาะ บ่ายสามเศษ แสงแดดยังไม่ทันหมด แต่ฟ้าใต้ร่มไม้ใหญ่กลับมืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว อากาศเย็นชื้นจัด กลิ่นดินดิบผสมกลิ่นซากใบไม้เน่าโชยคลุ้ง ลุงซอหยุดเดินกะทันหัน ยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ แกไม่ได้หันมามองใคร แต่สายตากลับจ้องนิ่งไปที่โคนต้นไทรใหญ่ข้างทาง บนดินมีรอยขูดขีดลึกเหมือนรอยเล็บสัตว์ขนาดใหญ่ แต่กลับเรียงตัวเป็นแนวตรงผิดธรรมชาติ "คืนนี้เราไม่ข้ามลำธาร" ลุงซอพูดเสียงเรียบต่ำ "นอนฝั่งนี้ ผูกเปลให้ชิดกันที่สุด และจำไว้... ตะวันตกดินเมื่อไหร่ กองไฟห้ามดับ ถ้าได้ยินใครไอหรือเรียกชื่อ อย่าขานรับ อย่าแม้แต่จะหายใจแรง" กฎใต้ฟลายชีต พอเข้าช่วงสองทุ่ม ป่าทั้งป่ากลับเงียบกริบ ไม่มีเสียงจั๊กจั่น ไม่มีเสียงลม มีเพียงเสียงฟืนแตกเปรี๊ยะๆ จากกองไฟตรงกลาง เปลสนามสี่หลังผูกเรียงขนานกันใต้ผืนฟลายชีตสีเขียวขี้ม้า ปลายเท้าเกือบจะชนกัน ความทรมานของคนนอนเปลคือ ทันทีที่รูดซิปมุ้งและทิ้งตัวลงนอน วิสัยทัศน์รอบตัวจะถูกตัดขาดเหลือแค่ผ้าใบด้านบนกับช่องว่างแคบๆ ด้านข้าง คุณจะไม่รู้เลยว่าในเงามืดห่างออกไปสามเมตรมีอะไรยืนอยู่ เวลาประมาณตีหนึ่ง ลมกรรโชกวูบหนึ่งพัดเอาเปลไกวเบาๆ แล้วกลิ่นคาวคล้ายเลือดสดผสมสาบสัตว์ก็ลอยตามลมมา กลิ่นนั้นรุนแรงจนทุกคนในเปลสะดุ้งตื่นพร้อมกัน แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียง กรอบ... เสียงใบไม้แห้งแตกดังขึ้นจากแนวพงไผ่หลังเปล กรอบ... กรอบ... เสียงนั้นก้าวช้าๆ หนักแน่น ไม่ใช่สัตว์สี่เท้า เพราะจังหวะการลงน้ำหนักเว้นช่วงเป็นสองจังหวะเหมือนคนเดิน ลุงซอที่นอนเฝ้ากองไฟไม่ขยับตัว แกนั่งขัดสมาธิ ประทับปืนลูกซองยาวไว้บนตัก สายตาจ้องเขม็งไปในความมืดนอกแนวฟลายชีต เสียงเลียนแบบ สิ่งที่ทำให้ทุกคนตัวเย็นเฉียบจนขยับไม่ได้ คือจังหวะที่เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงตรงเสาต้นที่ผูกเปลหลังริมสุด มีเสียงเคาะเบาๆ ที่เชือกผูกเปล ตึก... ตึก... ตึก... แรงสั่นสะเทือนแล่นผ่านเชือกเข้ามาถึงหัวนอน แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังลอดผ่านผ้าใบลงมา "มึง... หลับยังวะ" มันเป็นเสียงที่เหมือนหนึ่งในเพื่อนร่วมทริปที่นอนเปลถัดไปไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งสำเนียงและโทนเสียง แต่เพื่อนคนนั้นกำลังนอนตัวเกร็ง กัดฟันแน่นอยู่ข้างๆ ไม่ได้อ้าปากพูดแม้แต่คำเดียว เสียงนั้นถามซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ขยับเข้ามาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมร้อนๆ ที่เป่ารดฟลายชีตบางๆ "มึง... ออกมาช่วยกูหน่อย กูหนาว..." ทุกคนในเปลรู้ดีว่า ถ้ามีใครเผลอเอ่ยปากขานรับแม้แต่คำเดียว หรือยื่นมือออกไปเปิดฟลายชีต สิ่งที่ยืนอยู่นอกผืนผ้านั้นจะได้สิทธิ์ในการลากคนลงไปทันที ลุงซอค่อยๆ หยิบกิ่งไม้แห้งโยนเข้ากองไฟ เปลวไฟปะทุสว่างวาบขึ้น แสงสีส้มส่องกระทบผืนฟลายชีต เผยให้เห็น เงาดำทะมึนหลังค่อม แขนยาวเกือบจรดพื้น ทาบอยู่บนผ้าใบด้านบน เงานั้นยืนนิ่งสนิท จ้องมองลงมาตรงตำแหน่งเปลพอดี รอยเท้าที่ไร้จุดจบ ไม่มีใครกล้าหลับตลอดยี่สิบนาทีที่เงาดำนั้นยืนนิ่งอยู่ จนกระทั่งไก่ป่าเริ่มขันรับอรุณทางทิศตะวันออก เงานั้นจึงค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับเสียงเหยียบใบไม้ที่ถอยร่นเข้าไปในดงลึก เช้าวันนั้น ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเมื่อคืน ลุงซอสั่งเก็บแคมป์ทันทีโดยไม่ต้มกาแฟ ก่อนเดินออกจากแนวป่า ทุกคนเดินไปดูหลังแนวต้นไม้ที่เงาดำนั้นเคยยืนอยู่ สิ่งที่พบไม่ใช่รอยเท้าคนหรือสัตว์ แต่เป็นพื้นดินที่ถูกบดขยี้จนเตียนโล่งเป็นวงกลม และบนเปลือกไม้ระดับความสูงสองเมตร มีรอยขูดลึกเป็นทางยาวห้ารอย... ลากขนานกันเหมือนรอยมือมนุษย์ขนาดยักษ์ ลุงซอหันมามองสั้นๆ ก่อนกระชับสายสะพายปืน "รีบเดิน อย่าหันหลังกลับไปมอง ถ้ายังอยากกลับไปนอนที่บ้าน"